การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนฝังตัว (PGT) คืออะไรและมีประโยชน์ยังไง?

A lab scientist at a microscope, representing the process of Preimplantation Genetic Testing (PGT).

เมื่อพิจารณาถึงธรรมชาติที่ซับซ้อนของการรักษาอย่างการตรวจคัดเลือกพันธุกรรมก่อนการฝังตัวของตัวอ่อน (PGT) ที่ช่วยในเรื่องของระบบการเจริญพันธุ์ของคุณให้ดีขึ้นเหมือนกับว่าคุณได้เดินทางข้ามทะเลที่ไม่คุ้นเคย เมื่อคุณรู้เป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะเข้ารับการตรวจ PGT คุณจะต้องมีความรู้ด้วยว่าในการตรวจคัดเลือกพันธุกรรมก่อนการฝังตัวของตัวอ่อน (PGT) ช่วยลดความเสี่ยงทางพันธุกรรมและเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้อย่างไร ทางเราจึงจะแบ่งปันความรู้ในเรื่องนี้และหากคุณมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากของเราได้ทันที

ข้อดีของการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนฝังตัวมีอะไรบ้าง? 

องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งเมื่อมีการเข้ารับการรักษาด้วยกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) คือควรมีการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการปลูกถ่าย (PGT) ในทำนองเดียวกันการให้ความรู้แก่คู่รักเกี่ยวกับองค์ประกอบทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการฝังตัวซึ่งเป็นการรักษาด้วยนวัตกรรมแบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ได้สูงสุด

การตรวจ PGT เป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่กังวลว่าอาจส่งต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมไปยังลูกในครรภ์ การทดสอบทางพันธุกรรมก่อนการปลูกถ่ายสำหรับความผิดปกติแบบโมโนเจนิก (PGT-M) เป็นการตรวจ PGT ประเภทหนึ่งโดยเฉพาะการคัดกรองทางพันธุกรรมแบบกำหนดเองไม่ว่าจะเป็นโรคซิสติกไฟโบรซิสหรือความผิดปกติทางพันธุกรรมอื่นๆ การตรวจ PGT-M ยังให้ข้อมูลแก่ครอบครัวต่าง ๆ ที่จำเป็นในการตัดสินใจเลือกอย่างสมเหตุสมผลและช่วยสร้างอนาคตที่ดีได้

การตรวจ PGT คืออะไรและทำงานอย่างไร: จากการให้คำปรึกษาสู่การถ่ายโอนตัวอ่อน

การเริ่มกระบวนการการตรวจ PGT ต้องอาศัยการพิจารณาอย่างรอบคอบและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะเจริญพันธุ์ที่มีประสบการณ์ ขั้นตอนแรกที่คุณควรทำคือการพูดคุยอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมากับทีมแพทย์ว่าการตรวจ PGT เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ด้านการสืบพันธุ์ของคุณหรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนพื้นฐานในการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมและช่วยให้คุณมีความเข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของการตรวจ PGT คุณก็จะสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดนั่นเอง

การตรวจ PGT เป็นกระบวนการที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างรอบคอบ หลังจากที่ทำเด็กหลอดแก้วเพื่อเก็บไข่และสร้างตัวอ่อน ขั้นตอนต่อไปคือการตัดชิ้นเนื้อตัวอ่อน เซลล์จำนวนหนึ่งจะถูกนำมาวิเคราะห์ทางพันธุกรรมซึ่งสามารถให้ข้อมูลในการตัดสินใจแก่คุณได้ ในขณะเดียวกันตัวอ่อนจะถูกเก็บรักษาไว้จนกว่าผลลัพธ์การตรวจ PGT จะเสร็จสิ้น ผลลัพธ์ของการตรวจนี้จะช่วยให้คุณและทีมแพทย์วางแผนแนวทางที่เหมาะสมที่สุดได้ซึ่งหมายถึงการย้ายตัวอ่อนแช่แข็งโดยปรับให้เหมาะกับสถานการณ์เฉพาะของคุณได้

ใครบ้างที่ควรตรวจ PGT? 

การตรวจ PGT มีข้อดีที่ครอบคลุมกลุ่มคนหลากหลายกลุ่มซึ่งแต่ละกลุ่มคนก็มีสถานการณ์และเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป คุณผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 37 ปี ที่กังวลเกี่ยวกับความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือเคยมีประวัติแท้งมาก่อนที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของโครโมโซม คนเหล่านี้สามารถเข้ารับการตรวจ PGT ได้แน่นอน ด้วยการตรวจ PGT นี้มีศักยภาพมากพอที่จะทำให้คุณและคู่รักของคุณสามารถก้าวไปสู่อนาคตด้วยการตัดสินใจที่แน่วแน่และการวางแผนครอบครัวที่วางแผนเป็นอย่างดี

การตรวจ PGT กับการวางแผนครอบครัวที่ดี

การตรวจคัดเลือกพันธุกรรมก่อนการฝังตัวของตัวอ่อนถือเป็นโอกาสที่จะช่วยให้คู่รักหลาย ๆ คู่สามารถตัดสินใจเข้ารับการรักษาด้านการเจริญพันธุ์เพื่อบรรลุเส้นทางสู่การวางแผนครอบครัวในอนาคตอย่างรอบคอบ สามารถติดต่อคลินิกการเจริญพันธุ์ของเราได้เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศักยภาพในการตรวจ PGT

คำถามที่พบบ่อย

Q: การตรวจคัดเลือกพันธุกรรมก่อนการฝังตัวของตัวอ่อน (PGT) คืออะไร? 

A: การตรวจคัดเลือกพันธุกรรมก่อนการฝังตัวของตัวอ่อน (PGT) เป็นนวัตกรรมที่ใช้ในการรักษาเด็กหลอดแก้ว (IVF) โดยเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการฝังตัวเพื่อให้คุณพ่อและคุณแม่ทราบข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างทางพันธุกรรมของตัวอ่อน

Q: การตรวจคัดเลือกพันธุกรรมก่อนการฝังตัวของตัวอ่อนมีกี่ประเภท? 

A: การตรวจ PGT มีหลายประเภท เช่น Preimplantation Genetic Testing for Monogenic Disorders (PGT-M) ซึ่งเน้นการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมเฉพาะ เช่น โรคซิสติกไฟโบรซิส เป็นต้น การตรวจ PGT-M ช่วยให้ครอบครัวมีข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกับทางเลือกในการสืบพันธุ์และสร้างอนาคตที่มีสุขภาพดีได้

Q: กระบวนการตรวจ PGT ทำงานอย่างไร? 

A: โดยปกติแล้ว กระบวนการตรวจ PGT จะเริ่มต้นด้วยการปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะเจริญพันธุ์เพื่อพิจารณาว่าการ PGT สอดคล้องกับเป้าหมายการเจริญพันธุ์ของคุณหรือไม่ หลังจากที่ทำเด็กหลอดแก้วเพื่อเก็บไข่และสร้างตัวอ่อน ขั้นตอนต่อไปคือการตัดชิ้นเนื้อตัวอ่อน เซลล์จำนวนหนึ่งจะถูกเอาออกเพื่อนำมาวิเคราะห์ทางพันธุกรรม จากนั้นตัวอ่อนของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้ระหว่างรอผลลัพธ์การตรวจ PGT ผลลัพธ์ของการตรวจจะช่วยให้คุณและทีมแพทย์วางแผนแนวทางที่เหมาะสมที่สุดได้ซึ่งหมายถึงการย้ายตัวอ่อนแช่แข็งโดยปรับให้เหมาะกับสถานการณ์เฉพาะของคุณได้

Q: ใครบ้างที่ควรเข้ารับกระบวนการตรวจ PGT? 

A: การตรวจ PGT มีข้อดีคือครอบคลุมกลุ่มคนหลาย ๆ กลุ่ม เช่น คุณผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 37 ปี ที่กังวลเกี่ยวกับความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือเคยมีประวัติแท้งมาก่อนซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของโครโมโซม คนเหล่านี้สามารถเข้ารับการตรวจ PGT ได้แน่นอน ด้วยการตรวจ PGT นี้มีศักยภาพมากพอที่จะทำให้คุณและคู่รักของคุณสามารถก้าวไปสู่เส้นทางอนาคตที่ได้วางแผนไว้เป็นอย่างดี

Picture of Dr. Tanut Jerachotechueantaveechai

Dr. Tanut Jerachotechueantaveechai

Medical Director of Bangkok Central Clinic IVF & Wellness แพทย์ด้านมีบุตรยากและสูตินรีเวชวิทยา สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 จากศิริราชพยาบาล มีประสบการณ์ทำงานในโรงพยาบาลชั้นนำ เช่น รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ รพ.ลานนา รพ.เชียงใหม่ราม และ รพ.พญาไทศรีราชา ทั้งยังเป็นอาจารย์พิเศษอบรมหลักสูตรเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ ม.มหิดล นพ. ธนัท มีแนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) โดยบูรณาการความร่วมมือกับคู่สมรสอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการรักษา เพื่อโอกาสในการมีบุตร ซึ่งมีสถิติอัตราความสำเร็จเฉลี่ยอยู่ที่ 72.5% ในปี 2562 นอกจากนี้ยังเข้าร่วมการอบรมและประชุมวิชาการระดับนานาชาติทั้งในเอเชียแปซิฟิก ยุโรป และออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง