ช่วงเวลาแห่งการรอคอย เกิดอะไรขึ้นหลังทำ IUI หรือ IVF ?

เมื่อคุณได้ผ่านขั้นตอนการทำ IUI หรือ IVF มาเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาของการรอคอยค่ะ สำหรับหลายคน ช่วงเวลาสองสัปดาห์ต่อจากนี้อาจรู้สึกยาวนานกว่ากระบวนการรักษาทั้งหมดเสียอีกค่ะ ช่วงที่เราเรียกว่า “ช่วงเวลาสองสัปดาห์ของการรอคอย” (The Two-Week Wait) คือช่วงเวลาระหว่างการทำหัตถการกับวันที่คุณสามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้ ซึ่งอาจนำมาซึ่งความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งความหวัง ความกังวล และความไม่แน่ใจ

ในบทความนี้ เราจะมาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นในร่างกายของคุณบ้างในช่วงเวลานี้ คุณอาจสังเกตเห็นอาการอะไรได้บ้าง และจะดูแลตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจได้อย่างไร ไม่ว่านี่จะเป็นรอบการรักษาภาวะมีบุตรยากครั้งแรกของคุณ หรือเป็นหนึ่งในหลายๆ ครั้ง เป้าหมายของเราคือช่วยให้คุณรู้สึกว่ามีคนคอยสนับสนุน ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และมีความมั่นใจมากขึ้นในระหว่างการรอคอยนี้ค่ะ

“ช่วงเวลาสองสัปดาห์ของการรอคอย” คืออะไร?
“ช่วงเวลาสองสัปดาห์ของการรอคอย” (The Two-Week Wait) คือช่วงเวลาระหว่างการทำ IUI หรือการย้ายตัวอ่อนจากการทำ IVF ไปจนถึงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการตรวจการตั้งครรภ์ ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 10 ถึง 14 วันหลังจากนั้นค่ะ ช่วงเวลานี้สำคัญมาก เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วได้มีเวลาฝังตัวในมดลูก และให้ฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (เช่น hCG) สะสมในร่างกายจนถึงระดับที่สามารถตรวจพบได้ค่ะ

สิ่งสำคัญคือไม่ควรตรวจเร็วเกินไปนะคะ ยกตัวอย่างเช่น หลังทำ IVF ฮอร์โมน hCG ที่เหลืออยู่จากยาฉีดกระตุ้นไข่อาจทำให้เกิดผลบวกปลอมได้ ในทางกลับกัน การตรวจเร็วเกินไปก็อาจทำให้ได้ผลลบปลอม ซึ่งอาจทำให้คุณรู้สึกเสียใจและผิดหวังได้ง่าย ๆ ค่ะ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคลินิกถึงแนะนำให้รอจนถึงวันที่นัดตรวจ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและน่าเชื่อถือที่สุดค่ะ

ไทม์ไลน์การเปลี่ยนแปลงของร่างกายและฮอร์โมนในช่วงสองสัปดาห์

ในช่วงสองสัปดาห์นี้ คุณอาจจะรู้สึกเหมือนไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเลย แต่เบื้องหลังนั้นร่างกายของคุณกำลังทำงานอย่างหนักเลยค่ะ การทำความเข้าใจกระบวนการที่เกิดขึ้นนี้จะช่วยให้คุณจัดการกับความคาดหวัง และหลีกเลี่ยงความกังวลที่ไม่จำเป็นได้ค่ะ

เกิดอะไรขึ้นในร่างกายของคุณในช่วงเวลานี้?

แม้ดูจากภายนอกไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ร่างกายของคุณกำลังทำงานอย่างเงียบ ๆ อยู่เบื้องหลังนะคะ หลังจากการทำ IUI หากมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ตัวอ่อนจะต้องเดินทางไปยังมดลูก และพยายามฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูก ส่วนในกรณีของการทำ IVF ตัวอ่อนได้ถูกย้ายเข้าไปในมดลูกเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาในการฝังตัว และรอให้ร่างกายเริ่มผลิตฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์

ในช่วงนี้ คุณอาจได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเสริมเพื่อช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกแข็งแรงพอสำหรับการฝังตัว ฮอร์โมนเหล่านี้สามารถทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ได้ เช่น ท้องอืด คัดหน้าอก หรืออารมณ์แปรปรวน แม้จะยังไม่ได้ตั้งครรภ์จริง ๆ ก็ตาม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์หรือเป็นผลข้างเคียงจากยา

หากคุณไม่มีอาการอะไรเลยก็เป็นเรื่องที่ปกติเช่นกันค่ะ เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน การที่คุณไม่รู้สึกอะไรเลยไม่ได้แปลว่าการรักษาไม่สำเร็จนะคะ พยายามเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าช่วงเวลาแห่งการรอคอยก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ทั้งยังเป็นโอกาสที่จะได้กลับมาฟื้นฟูร่างกายด้วยการพักผ่อนให้เพียงพออีกด้วยค่ะ

อาการทางกายภาพที่คุณอาจสังเกตเห็นได้หลังทำ IVF หรือ IUI

อาการทั่วไปที่พบได้บ่อย

เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งเลยค่ะที่คุณจะรู้สึกถึงอาการทางกายภาพต่าง ๆ ได้ในหลายวันหลังจากทำ IUI หรือ IVF อาการเหล่านี้อาจรวมถึง:

  • อาการปวดหน่วงเล็กน้อย หรือรู้สึกแน่นท้อง
  • ท้องอืด หรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไป
  • คัดตึงหน้าอก หรือรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ

อาการเหล่านี้อาจเกิดจากยาฮอร์โมนที่คุณได้รับ ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดจากการตั้งครรภ์เสมอไปนะคะ บางคนอาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอยเล็กน้อย ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงที่ตัวอ่อนกำลังฝังตัว หรืออาจเป็นผลข้างเคียงจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก็ได้เช่นกัน พยายามอย่าคิดมากหรือวิเคราะห์ทุกอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ร่างกายของแต่ละคนมีการตอบสนองที่แตกต่างกันไปค่ะ และคนจำนวนมากก็มีการตั้งครรภ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี แม้จะมีอาการเริ่มต้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ตามค่ะ

แม้ว่าอาการส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตราย แต่สิ่งสำคัญคือคุณควรทราบว่าเมื่อไหร่ที่ควรติดต่อแพทย์ หากคุณมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบแจ้งแพทย์ทันทีค่ะ:

  • มีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ (มากกว่าช่วงมีประจำเดือน)
  • ปวดท้องอย่างรุนแรง หรือรู้สึกเจ็บแปลบ
  • มีไข้ หรือสัญญาณของการติดเชื้อ

ที่ Bangkok Central Clinic เราสนับสนุนให้ผู้ป่วยโทรหาเราเสมอหากรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่สบายใจ การเชื่อในสัญชาตญาณของคุณเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองในช่วงเวลาที่สำคัญนี้นะคะ 

เมื่อไหร่ที่ควรตรวจการตั้งครรภ์ (และสิ่งที่คุณอาจเจอ)

เป็นเรื่องธรรมชาติที่คุณจะอยากรู้ผลลัพธ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่การรีบตรวจเร็วเกินไปหลังการทำ IVF หรือ IUI อาจทำให้คุณสับสนได้ค่ะ

รอประมาณ 10-14 วันหลังทำหัตถการ: การตรวจเร็วเกินไปอาจทำให้ผลออกมาเป็นผลลบปลอมเพราะฮอร์โมนยังไม่สูงพอให้ตรวจเจอ หรือในกรณีของ IVF ก็อาจเจอผลบวกปลอมเพราะฮอร์โมน hCG ยังหลงเหลือจากยากระตุ้นไข่ คลินิกจะแจ้งให้ทราบถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำที่สุดค่ะ

ทำความเข้าใจว่าร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน: บางคนอาจมีอาการเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ เช่น ปวดหน่วงท้องน้อย คัดหน้าอก ในขณะที่บางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเลย ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ได้บ่งบอกว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จนะคะ เพราะการฝังตัวของตัวอ่อนไม่มีอาการอะไรที่เป็นตัวชี้วัดอย่างชัดเจนค่ะ 

เตรียมใจให้พร้อมสำหรับทุกผลลัพธ์: ไม่เป็นไรเลยค่ะที่จะรู้สึกตื่นเต้น กังวล หรือคาดหวัง พยายามวางแผนให้วันที่จะตรวจเป็นวันที่สบาย ๆ และถ้าเป็นไปได้ ควรมีคนที่คุณไว้ใจอยู่เคียงข้างด้วย หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ ขอให้รู้ว่ามีกำลังใจและการสนับสนุนอยู่เสมอ และคุณสามารถพูดคุยถึงขั้นตอนต่อไปกับทีมผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลคุณได้เลยค่ะ

สิ่งที่คุณควรพิจารณาเกี่ยวกับการตรวจการตั้งครรภ์หลังทำ IVF หรือ IUI

ทำความเข้าใจ “ช่วงเวลาสองสัปดาห์ของการรอคอย” 

ผู้ป่วยหลายท่านมักจะรู้สึกสบายใจและคลายความกังวลได้มากเมื่อได้พูดคุยหรือรับฟังจากผู้อื่นที่กำลังเผชิญกับกระบวนการเดียวกัน การเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน ชุมชนออนไลน์ หรือการปรึกษาผู้ให้คำแนะนำด้านภาวะมีบุตรยาก ล้วนเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณได้แบ่งปันความรู้สึกและมีคนรับฟัง และหากคุณกำลังมองหาความช่วยเหลือเพิ่มเติมในช่วงเวลานี้ ทาง Bangkok Central Clinic ก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้คุณเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ด้วยค่ะ

Picture of Dr. Tanut Jerachotechueantaveechai

Dr. Tanut Jerachotechueantaveechai

Medical Director of Bangkok Central Clinic IVF & Wellness แพทย์ด้านมีบุตรยากและสูตินรีเวชวิทยา สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 จากศิริราชพยาบาล มีประสบการณ์ทำงานในโรงพยาบาลชั้นนำ เช่น รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ รพ.ลานนา รพ.เชียงใหม่ราม และ รพ.พญาไทศรีราชา ทั้งยังเป็นอาจารย์พิเศษอบรมหลักสูตรเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ ม.มหิดล นพ. ธนัท มีแนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) โดยบูรณาการความร่วมมือกับคู่สมรสอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการรักษา เพื่อโอกาสในการมีบุตร ซึ่งมีสถิติอัตราความสำเร็จเฉลี่ยอยู่ที่ 72.5% ในปี 2562 นอกจากนี้ยังเข้าร่วมการอบรมและประชุมวิชาการระดับนานาชาติทั้งในเอเชียแปซิฟิก ยุโรป และออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง